Menu

รายงานพิเศษ : ย้อนรอย "วีระ สมความคิด" 1,281 วันในคุกกัมพูชา ก่อนกลับคืนสู่อิสรภาพ

ย้อนเหตุการณ์ 7 คนไทยนำโดย ส.ส.ปชป. บุกพื้นที่พิพาทไทย-กัมพูชา "บ้านหนองจาน" สระแก้ว จนถูกทหารเขมรจับกุมเข้าเมืองผิดกฎหมาย สุดท้าย 5 คนไทยเฮ แต่ "วีระ สมความคิด" เคราะห์ซ้ำถูกกล่าวหาโจรกรรมข้อมูล จำคุก 8 ปี "บิ๊กตู่" ร้องขอให้ปล่อยตัวสำเร็จ หลังผ่านไป 3 ปี 6 เดือน


       
       ทีมข่าวการเมือง ASTVผู้จัดการออนไลน์... รายงาน
       
       ในที่สุด นายวีระ สมความคิด เลขาธิการเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชัน (คปต.) และแกนนำภาคีเครือข่ายประชาชนไทยหัวใจรักชาติ ที่ถูกทหารกัมพูชาจับกุม และถูกศาลกัมพูชาตั้งข้อหาเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย บุกรุกเขตทหาร และจารกรรมข้อมูล เป็นเวลา 8 ปี วันนี้สมเด็จฯ ฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ตัดสินใจปล่อยตัวแล้ว ตามคำร้องขอของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) โดยยื่นเงื่อนไขว่าจะดูแลแรงงานและนักโทษชาวกัมพูชาเป็นการตอบแทน กระทั่งกษัตริย์นโรดม สีหมุณี ได้ลงพระปรมาภิไธยในพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ และจะเดินทางกลับประเทศไทยในวันนี้
       
       ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2553 นายพนิช วิกิตเศรษฐ์ ส.ส. กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมพิจารณาบันทึกการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา (เจบีซี) (ในขณะนั้น) ได้นำนายวีระ พร้อมด้วย ร.ต.เเซมดิน เลิศบุศย์ ผู้ประสานงานกองทัพธรรม, นางนฤมล จิตรวะรัตนา สมาชิกเครือข่าย คปต., นายกิจพลธรณ์ ชุสนะเสวี เลขาส่วนตัวนายพนิช และผู้สื่อข่าวสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม เอฟเอ็มทีวี คือ นายตายแน่ มุ่งมาจน และ น.ส.ราตรี พิพัฒนาไพบูรณ์ เดินทางไปพิสูจน์การรุกล้ำอธิปไตยไทยบริเวณรั้วลวดหนามพื้นที่พิพาทบ้านหนองจาน ต.บ้านโนนหมากมุ่น อ.โคกสูง จ.สระแก้ว
       
       หลังนายพนิชได้ไปพูดคุยกับ สมณะโพธิรักษ์แห่งสันติอโศก และทราบว่ามีชาวบ้านมาร้องเรียนว่า ถูกทหารกัมพูชาเข้ามายึดที่นามาเป็นเวลากว่า 2 เดือนแล้ว เมื่อร้องเรียนไปยังหน่วยราชการต่างๆ ก็ไม่มีความคืบหน้า โดยในวันนั้นคณะของนายพนิชได้เดินทางไปพร้อมกับรถตู้แวน ยี่ห้อโตโยต้า สีเทา ทะเบียน ฎจ 463 กรุงเทพมหานคร 1 คัน และรถโตโยต้าฟอร์จูเนอร์ สีขาว ทะเบียน ชณ 450 กรุงเทพมหานคร อีก 1 คัน ก่อนจะจอดอยู่ที่ถนนศรีเพ็ญ ซึ่งเป็นถนนเลียบแนวชายแดน ท้ายหมู่บ้านหนองจาน ห่างจุดตรวจชายแดนที่ 48 ของกองร้อย ตชด.126 ประมาณ 50 เมตร
       
       เมื่อเข้าไปในพื้นที่นาของชาวบ้าน มาถึงสวนผลไม้ ใกล้กับค่ายทหารของกองกำลังกัมพูชา ทันใดนั้นมีทหารกัมพูชา ชุดกองพันป้องกันชายแดนที่ 503 (พัน ปชด.503) 8-9 คน ซึ่งมี พ.อ.ซายสุวรรณเรศ เป็น ผบ.พัน พร้อมอาวุธครบมือ ล้อมกรอบและจับกุม ยึดอุปกรณ์สื่อสาร กล้องถ่ายรูป และบัตรทุกชนิด โดยทางทหารกัมพูชา ไม่ยินยอมให้คณะของนายพนิชออกจากพื้นที่ แม้ พ.ต.อ.ณัฐ สิงห์อุดม ผู้กำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 12 อรัญประเทศ ได้สั่งการให้ พ.ต.ท.สวัสดิ์ บุญมาก สบ.ตชด.126 เข้าเจรจากับเจ้าหน้าที่ฝ่ายกัมพูชา แต่ก็ไม่เป็นผล
       
       ในช่วงเที่ยง พล.ต.วลิต โรจนภักดี ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ (พล.ร.2 รอ.) ในฐานะ ผบ. กองกำลังบูรพา และ พล.ท.ธวัชชัย สมุทรสาคร แม่ทัพภาคที่ 2 ได้ประสานพุดคุยกับ พล.ท.บุน เซ็ง ผบ. ภูมิภาคที่ 5 เพื่อส่งเจ้าหน้าที่ทหาร ในพื้นที่เข้าไปพูดคุย โดยทาง พล.ต.วลิต และพ.ต.อ.ณัฐ สิงห์อุดม ผู้กำกับตำรวจตระเวนชายแดนที่ 12 ได้เดินทางไปเจรจากับ พ.อ.ชาย สุวรรณเรศ ผู้บังคับทหารป้องกันชายแดนที่ 503 เพื่อขอตัวคนไทยกลับ แต่การเจรจากลับไม่สัมฤทธิผล ทำให้คนไทยทั้ง 7 คนถูกส่งตัวไปที่ อ.ศรีโสภณ จ.บันเตียเมียนเจย ประเทศกัมพูชา
       
       นายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ (ในขณะนั้น) ได้เข้าพบนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี (ในขณะนั้น) เพื่อหารือถึงเรื่องนี้ กระทั่งตกเย็น นายอภิสิทธิ์ พร้อมด้วย นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง (ในขณะนั้น) ร่วมในงานเลี้ยงปิดการแข่งขันกีฬา "ทำเนียบเกมส์" ซึ่งจัดภายในทำเนียบรัฐบาล มีการแสดงรื่นเริงบนเวทีมากมาย แต่ปรากฏว่า ทั้งนายอภิสิทธิ์ และนายสุเทพกลับไม่สนุกด้วย และยังมีการหารือกันเป็นระยะ ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด รวมทั้งนายอภิสิทธิ์รับโทรศัพท์เป็นช่วงๆ ด้วยสีหน้าไม่สู้ดี โดยภายหลังร่วมงาน นายอภิสิทธิ์ และนายสุเทพ ปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ทางการกัมพูชายังไม่ยอมปล่อยตัว 7 คนไทย
       
       ในเย็นวันเดียวกัน สำนักข่าวต้นมะขาม (เดิมอัมปรึล) ของกัมพูชารายงานคำแถลงของสมเด็จฯ ฮุนเซน ว่า ตนได้สั่งให้เจ้าหน้าที่กัมพูชา ส่งตัวคนไทยซึ่งถูกจับกุม ไปยังเรือนจำของกัมพูชา ขณะกำลังพยายามตรวจสอบการจัดทำหลักเขตแดน กัมพูชา-ไทย ที่ จังหวัดอุดรมีชัย ของกัมพูชา เมื่อคนไทยกลุ่มดังกล่าวถูกส่งมายังกรุงพนมเปญ จะเผชิญกับการดำเนินคดีตามกฎหมาย โดยเจ้าหน้าที่ของกัมพูชาได้จับกุมในแผ่นดินกัมพูชา เข้ามายังแผ่นดินกัมพูชาแบบผิดกฎหมาย โดยไม่มีพาสปอร์ต และได้ทำการต่อต้านทหารในกัมพูชา
       
       "การจับกุมทั้ง 7 คน ไม่ส่งผลกระทบปัญหาเขตแดน และความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างสองประเทศ นายอภิสิทธิ์ ได้ขอกับผมให้เข้าแทรกแซงกรณีดังกล่าว และปล่อยตัวนักการเมืองไทยคนหนึ่งจากพรรคประชาธิปัตย์ แต่ผมตอบ ไม่ ผมไม่สามารถช่วยได้ สมาชิกสภาผู้แทนของไทยมีเอกสิทธิ์ในประเทศไทย แต่ที่นี่คือในกัมพูชา และพวกเขาทำผิดกฎหมายในแผ่นดิน (กัมพูชา) และต่อต้านเรา นายกฯ อภิสิทธิ์ รักประเทศของตนเอง และผมก็รักประเทศของผม" สมเด็จฯ ฮุนเซน กล่าว
       
       วันต่อมา นายอภิสิทธิ์แถลงจุดยืนของรัฐบาลไทยในการให้ความช่วยเหลือ 7 คนไทยที่ถูกจับกุม ระบุว่า ไม่ว่ากรณีจับกุมจะเกิดขึ้นที่ฝั่งใดก็ตาม เห็นว่าบุคคลทั้ง 7 ควรจะได้รับการปล่อยตัวทันที ด้วยเหตุผลที่ว่า ทางฝ่ายนโยบายทั้งสองฝ่ายได้เคยคุยกันว่ากรณีที่เกิดปัญหาในชายแดนลักษณะนี้โดยเฉพาะไม่มีอะไรบ่งบอกว่าคนทั้ง 7 มีอาวุธ ไม่ควรที่จะมีการจับกุมและเข้าสู่กระบวนการของศาล เพราะว่าจะทำให้ปัญหามีความยุ่งยากซับซ้อนมากยิ่งขึ้น
       
       ด้านนายสุเทพ กล่าวถึงกรณีที่เกิดขึ้นว่า เจ้าหน้าที่พยายามขับรถตามไปบอกให้กลับ แต่ว่าคณะดังกล่าวหลุดเข้าไปในเขตพื้นที่ของกัมพูชาไปก่อนแล้ว โดยล้ำเขตไป 300-400 เมตร เจ้าหน้าที่ตำรวจตระวณชายแดน (ตชด.) เขาพยายามห้ามแล้วแต่ขับรถตามไม่ทัน บริเวณตรงนั้นมันมีถนนเลียบชายแดน ซึ่งบางส่วนก็อยู่ในเขตไทย บางส่วนอยู่ในเขตกัมพูชา ไม่ทราบว่านายพนิชเดินทางไปในฐานะอะไร และมองว่าการที่มีชื่อนายวีระเป็นผู้ที่ถูกจับกุม ทำให้การเจรจายากขึ้น
       
       "ผมไม่ทราบจริงๆ ว่าเขามีเจตนารมณ์และกลไกอย่างไร ไม่ทราบว่านายพนิชเดินทางไปในฐานะอะไร ไปเพื่ออะไร ส่วนผู้ช่วยของนายพนิชที่หนีมาได้ก็ยังไม่ได้ติดต่อกับผม เขาคงรายงานนายกฯ แล้ว แต่ว่าการที่นายวีระเคยถูกจับในพื้นที่ใกล้เคียงและคราวนี้มาถูกจับอีกเป็นเหตุ สำคัญที่ทำให้การเจรจาที่จะขอตัวกรณีนี้ยากขึ้น ตอนแรกผมดีใจว่าเขาจะปล่อยอยู่แล้ว แต่พอตรวจรายชื่อกันมีชื่อคนที่ถูกจับมาก่อนก็เลยมีปัญหา" นายสุเทพ กล่าว
       
       นายสุเทพ ยังระบุอีกว่า ที่ปัญหาไม่คลี่คลายเป็นเพราะปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชาไม่ได้ดีจริงอย่างที่พูด ลุ่มๆ ดอนๆ เดี๋ยวดีเดี๋ยวไม่ดี และมีเหตุการเมืองเข้ามาแทรก พอ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ เข้าไปอยู่ในกัมพูชาก็เกิดแข็งกร้าวมีปัญหากับรัฐบาล ก็หยุดกันไปพักหนึ่ง ตอนนี้พอจะผ่อนคลายลงทำท่าจะดี ก็เกิดเหตุมีคนเข้าไปอีก ส่วนหนึ่งเป็นเรื่องการเมืองภายในของเราที่ไปดำเนินการแล้วเกิดเหตุ แต่อีกส่วนเป็นเรื่องของกัมพูชามีประเด็นที่อยากจะต่อรองกับเราเรื่องนั้นเรื่องนี้แล้วไม่เรียบร้อย
       
       อย่างไรก็ตาม แม้นายอภิสิทธิ์มอบหมายให้นายกษิตเดินทางไปกัมพูชาในช่วงบ่าย เพื่อเข้าพบกับนายฮอร์ นัม ฮง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว. ต่างประเทศกัมพูชาที่กรุงพนมเปญ แต่การเจรจาไม่เป็นผล โดยอ้างว่าอยู่ในกระบวนการยุติธรรม ปล่อยตัวไม่ได้ ขณะที่ศาลแขวงกัมพูชาได้ไต่สวนเป็นเวลานานหลายชั่วโมง จากนั้นศาลได้ตั้งข้อกล่าวหาคนไทยทั้ง 7 คน 2 ข้อกล่าวหาคือเข้าเมืองผิดกฎหมายและบุกรุกพื้นที่ทหารโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งหากมีความผิดจริงข้อกล่าวหาแรกจะมีบทลงโทษจำคุก 3-6 เดือน และข้อกล่าวหาที่ 2 มีบทลงโทษจำคุก 6 เดือนถึง 1 ปี ทั้งหมดต้องถูกควบคุมตัวในเรือนจำเป็นเวลาเดือนกว่า
       
       11 มกราคม 2554 อัยการของกัมพูชา แจ้งข้อหาเพิ่มเติมกับกับนายวีระและ น.ส.ราตรี ฐานพยายามประมวลข่าวสาร ซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อการป้องกันประเทศ ตามมาตรา 27 และมาตรา 446 เนื่องจากฝ่ายกัมพูชาตรวจพบเครื่องบันทึกเสียงและกล้องสปายแคม
       
       21 มกราคม 2554 ศาลชั้นต้นแห่งกรุงพนมเปญ เปิดการพิจารณาและพิพากษาคดีดังกล่าว โดยแยกพิจารณาคดีเป็น 2 กลุ่ม ศาลเบิกความนายพนิชเป็นคนแรก โดยให้นายซก เรือน รองอัยการศาลชั้นต้นแห่งกรุงพนมเปญ เป็นโจทก์ซักถาม ประเด็นการซักถามนายพนิชถึงสาเหตุที่ข้ามมายังดินแดนของกัมพูชาโดยไม่มีใบอนุญาต นายพนิชยืนยันไม่มีเจตนาล่วงล้ำดินแดน ส่วนสาเหตุที่มาพื้นที่ดังกล่าวเพราะมีประชาชนร้องเรียนปัญหาที่ดิน และแม้แต่เห็นป้ายโฆษณาของพรรคประชาชนกัมพูชา (ซีพีพี) ก็ยังไม่ทราบว่าเข้าสู่เขตกัมพูชาแล้ว
       
       เมื่อถามว่า ในคลิปวิดีโอ ได้ยินเสียงโทรศัพท์ไปหาผู้บัญชาการบอกว่ากำลังเข้าไปในเขตเขมรเพื่อให้ทหารจับกุมใช่หรือไม่ นายพนิชกล่าวว่า ไม่ได้พูดเช่นนั้น ไม่มีเจตนาใดๆ ทั้งสิ้น ในระหว่างทหารกัมพูชาจับกุมพวกตนนั้น ตนยังรู้สึกตกใจ ไม่รู้จริงๆ ว่า ได้ข้ามเขตแดน แม้ว่าจะเห็นป้ายภาษากัมพูชาแต่ไม่รู้ว่าเป็นเขตกัมพูชา อีกทั้งคนกัมพูชากับคนไทยหน้าคล้ายๆ กัน เมื่อถามว่า รู้จักนายวีระ สมความคิด มาก่อนหรือไม่ นายพนิชกล่าวว่า ไม่รู้จักกันมาก่อน เพิ่งจะรู้จักเมื่อวันที่ 29 ธ.ค. เป็นวันที่ทางการกัมพูชาจับกุม
       
       ศาลอนุญาตให้อัยการซักถามนายพนิชเป็นเวลา 1 ชั่วโมงครึ่ง จากนั้นเบิกตัว ร.ต.แซมดิน นายตายแน่ นายกิชพลธรณ์ และนางนฤมล ให้ปากคำตามลำดับ โดยประเด็นที่ถามมีความคล้ายกับนายพนิช และยังมีการซักถึงสาเหตุที่แท้จริงโดยได้โยงชื่อนายวีระ สมความคิด เข้ามาเกี่ยวข้องในประเด็นหลังด้วย หลังจากใช้เวลาไต่สวนคดี 5 คนไทยนานกว่า 5 ชั่วโมง โดยให้การคล้ายกันว่า ไม่ทราบว่าจุดที่เข้าไปและถูกจับเป็นดินแดนกัมพูชา แต่ที่เข้าในบริเวณดังกล่าว เพราะชาวบ้านของไทยร้องเรียนเรื่องที่ดินทำกิน จึงไม่มีเจตนารุกล้ำเข้าไปในดินแดนกัมพูชา ด้านอัยการกัมพูชาได้นำคลิปวิดีโอที่คณะของนายพนิชและวีระถ่ายเอาไว้ขณะเดินผ่านหลักเขตแดนเขมรมาแสดงต่อศาลด้วย
       
       ศาลกัมพูชาอ่านคำพิพากษาให้นายพนิช นายตายแน่ มุ่งมาจน นายกิจพลธรณ์ ชุสนะเสวี ร.ต.เเซมดิน เลิศบุศย์ และนางนฤมล จิตรวะรัตนา มีความผิดฐานเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายเพราะเจตนาเดินทางรุกล้ำเข้าเขตแดนกัมพูชาจริง พิพากษาจำคุกคนละ 9 เดือน ปรับคนละ 1 ล้านเรียล หรือประมาณ 10,000 บาท แต่เนื่องจากระหว่างรอการตัดสิน บุคคลทั้ง 5 ได้ติดคุกไปแล้ว 1 เดือน จึงเหลือโทษจำคุก 8 เดือน และให้รอลงอาญาไว้ก่อน โดยในช่วง 8 เดือนนับจากนี้ห้ามบุคคลทั้ง 5 กระทำความผิดซ้ำอีก ทำให้คนไทยทั้ง 5 คนได้รับอิสรภาพ สามารถเดินทางกลับประเทศไทย
       
       1 กุมภาพันธ์ 2554 ศาลชั้นต้นกัมพูชา ได้ตัดสินจำคุก นายวีระ สมความคิด และ นางสาวราตรี พิพัฒนาไพบูรณ์ แกนนำเครือข่ายคนไทยหัวใจรักชาติ 2 ใน 7 คนไทย ที่ถูกกัมพูชาจับกุม โดยถูกตั้งข้อหา 3 ข้อหา คือ เข้าเมืองผิดกฎหมาย เข้าพื้นที่ทหารโดยไม่ได้รับอนุญาต และ ประมวลข้อมูลอันเป็นภัยต่อการป้องกันประเทศ หรือ จารกรรมข้อมูล โดยศาลสั่งจำคุก นายวีระ เป็นเวลา 8 ปี ปรับ 1,800,000 เรียล ส่วน นางสาวราตรี จำคุก 6 ปี ปรับ 1,200,000 เรียล โดยไม่รอลงอาญา แต่ให้เวลา 1 เดือน ในการยื่นอุทธรณ์ ทั้งนี้ ภายหลังศาลมีคำตัดสินแล้ว เจ้าหน้าที่ได้คุมตัวทั้ง 2 คนกลับเข้าเรือนจำเปรยซอว์ทันที
       
       ในยุครัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี (ในขณะนั้น) ได้ร้องขอสมเด็จฯ ฮุนเซน ให้ช่วยเหลือ นายวีระ กับ น.ส.ราตรี ในระหว่างการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ครั้งที่ 21 เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2555 ที่กรุงพนมเปญ จากนั้นกระทรวงยุติธรรมของกัมพูชา ได้ศึกษาแนวทางดำเนินการตามคำร้องขอ จากนั้น นายออง วงศ์วัฒนา รัฐมนตรียุติธรรมกัมพูชา เปิดเผยว่า เนื่องในวันถวายพระเพลิงพระบรมศพสมเด็จพระนโรดม สีหนุ ทางการกัมพูชา จะปล่อยตัวและลดหย่อนโทษให้นักโทษ 500 คน โดยในจำนวนนี้ รวมถึง 2 นักโทษชาวไทยคือ นายวีระ และ น.ส.ราตรี ในวันที่ 1 ก.พ. ทางการได้เตรียมปล่อยตัว น.ส.ราตรีไว้แล้ว สำหรับนายวีระ ตัดสินใจที่ลดโทษจำคุกให้ 6 เดือน โดยให้มีผลทันที
       
       1 กุมภาพันธ์ 2556 ในวาระการจัดพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพอดีตกษัตริย์สมเด็จพระนโรดม สีหนุ รัฐบาลกัมพูชาได้ขอพระราชทานอภัยโทษและปล่อยตัว น.ส.ราตรี จากนั้น น.ส.ราตรี ได้เดินทางกลับถึงประเทศไทยเมื่อเวลา 21.45 น. เปิดเผยความรู้สึกภายหลังจากได้รับพระราชทานอภัยโทษและได้รับอิสรภาพว่า ตอนนี้ยังไม่รู้สึกดีใจ เพราะนายวีระ สมความคิด ยังอยู่ที่เรือนจำเปรยซอร์ ส่วนตัวยังไม่อยากออกมาพูดอะไร อย่างแรกที่อยากทำคือกราบเท้าพ่อแม่ แต่ทั้งนี้ต้องขอขอบคุณคนไทย โดยเฉพาะกลุ่มคนไทยหัวใจรักชาติ ที่ให้ตนเองมีกำลังใจและเข้มแข็งมากขึ้น ตลอดระยะเวลา 2 ปีที่ถูกจำคุกในเรือนจำเปรยซอร์ตนได้ทำทุกอย่างที่ถูกต้อง
       
       น.ส.ฐปณีย์ เอียดศรีไชย ผู้สื่อข่าวสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสี ช่อง 3 ได้ถาม น.ส.ราตรีว่า เมื่อถามว่าครั้งก่อนมีโอกาสได้รับการปล่อยตัวพร้อมกับ 5 คนไทย แค่ทำไมเลือกที่จะไม่ออกมา น.ส.ราตรีจึงตอบกลับว่า รู้ได้อย่างไรว่าจะถูกปล่อยตัวเหมือนอีก 5 คน สิ่งที่ตนยืนยันต่อสู้มาตลอด คือ ไม่ได้ทำผิดหรือรุกล้ำแผ่นดินกัมพูชา อีกด้านหนึ่ง ระหว่างที่นายพนิชที่มาต้อนรับ รอ น.ส.ราตรีออกมา ได้มีหญิงสาวสูงวัยได้เดินเข้าไปถามนายพนิชว่า ทำไมนายวีระไม่ถูกปล่อยตัวออกมาพร้อมกัน ซึ่งนายพนิชได้กล่าวด้วยสีหน้าและน้ำเสียงที่ขึงขังว่า ตนก็เสียใจเหมือนกัน ครั้งที่ถูกควบคุมตัวนายวีระก็นอนอยู่ห้องเดียวกัน ได้พูดคุยถึงความรู้สึกเรื่องนี้ ตนรู้สึกเสียใจไม่แพ้ทุกคน และจะหาทางพานายวีระกลับมาประเทศไทยอย่างปลอดภัย
       
       ด้านนายวีระ ที่ถูกคุมขังในเรือนจำเปรยซอว์เรือนจำจะเปิดให้เข้าเยี่ยมทุกๆ วันศุกร์ โดยมีครอบครัวนายวีระเดินทางไปเยี่ยมนายวีระที่กัมพูชาบ่อยครั้ง โดยสุขภาพของนายวีระมีอาการป่วยโรคเก๊า ที่ต้องกินยาอย่างต่อเนื่อง กระทั่งหลัง พล.อ.ประยุทธ์ เข้าควบคุมอำนาจการปกครองในนาม คสช. ได้ร้องขอให้สมเด็จฯ ฮุนเซน ปล่อยตัว จึงทำให้นายวีระได้รับอิสรภาพ และจะเดินทางกลับประเทศไทยในเช้าวันนี้ รวมระยะเวลาที่นายวีระต้องถูกคุมขัง 3 ปี 6 เดือน 2 วัน หรือหากนับเป็นจำนวนวันก็จะได้ 1,281 วัน

 

 

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 2 กรกฎาคม 2557 04:17 น.  

 

การค้นหาอัจฉริยะ (Smarts Search Contents)

ข่าวล่าสุด (ทุกหมวดข่าว)

ข่าวยอดนิยม (ทุกหมวดข่าว)

FANPAGE : ICT BURIRAM 4 CLUB

Go to top