Menu

พรทิพย์ อัษฎาธร สร้างแลนด์มาร์กอีสาน "เพลาเพลิน"

เป็นถึงสะใภ้ "แชงกรี-ลา" มีธุรกิจอื่น ๆ ของครอบครัวมูลค่าหลายหมื่นล้าน และทำธุรกิจเกี่ยวกับการศึกษาของตัวเองอยู่ดี ๆ "เอ๋-พรทิพย์ อัษฎาธร" ก็ปลีกเวลาพาตัวเองออกจากกรุงเทพฯ ไปทุ่มเทให้กับการตากแดดปลูกต้นไม้อยู่ที่ภาคอีสาน ณ อำเภอคูเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ "พรทิพย์ อัษฎาธร" ได้เนรมิตทุ่งนาที่ปลูกข้าวไม่งามนัก ให้กลายเป็นศูนย์การเรียนรู้และแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ของอีสาน ชื่อว่า "เพลาเพลิน" เธอหาญกล้าและตั้งใจถึงขั้นปลูกทิวลิป ซึ่งเป็นดอกไม้เมืองหนาวแสนบอบบาง ในดินแดนอีสานใต้ที่อากาศแสนจะร้อน

พรทิพย์เล่าที่มาที่ไปว่า ด้วยความที่เธอทำธุรกิจการศึกษาต้องเกี่ยวข้องกับเด็ก จึงคิดอยากทำโรงเรียนทางเลือก แต่ไม่มีเวลาทำ จึงคิดจะทำศูนย์การเรียนรู้แทน ในตอนแรกคิดจะทำที่จังหวัดนครนายก เพราะสภาพพื้นที่มีความพร้อมหลายอย่างที่จะทำฐานกิจกรรมผจญภัยได้ดี

แต่ด้วยความที่เธอเป็นคนบุรีรัมย์โดยกำเนิดจึงได้เดินทางไปมาพักผ่อนและเยี่ยมบ้าน บวกกับการขยายธุรกิจการศึกษาไปทางภาคอีสานในระยะไม่กี่ปีมานี้ จึงได้เดินทางมาอีสานบ่อย ๆ ทำให้เธอเปลี่ยนใจมาทำที่จังหวัดบ้านเกิด โดยใช้เงินจากธุรกิจการศึกษาของตัวเอง และได้รับการสนับสนุนงบฯส่วนหนึ่งจากแม่สามี (ชนิดา อัษฎาธร-ผู้บริหารโรงแรมแชงกรี-ลา)

"เดินทางมาที่อีสานบ่อยมาก ได้เห็นว่าเด็กหลังห้องที่เรียนไม่เก่งจะถูกครูละเลย เราคิดว่าควรมีอะไรมากระตุ้นให้เขาพัฒนาศักยภาพของเขาให้เต็มที่ และเด็กอีสานขาดมาก ขาดแหล่งท่องเที่ยว ขาดแหล่งการเรียนรู้ ขาดทุกอย่าง และด้วยความที่เป็นบ้านตัวเองด้วย จึงอยากทำ แม่สามีก็มาพักผ่อนที่บ้านด้วยบ่อย ๆ ก็เห็นคล้ายกัน จึงสนับสนุนโปรเจ็กต์นี้" 

จากนั้นพรทิพย์ก็ได้ไปเชิญชวนและขอร้องอาจารย์สืบศักดิ์ เสนาวงศ์ และอาจารย์ขนิษฐา เสนาวงศ์ นักวิจัยไม้ดอก ผู้เชี่ยวชาญด้านการปลูกไม้เมืองหนาว มาเป็นที่ปรึกษา และช่วยขับเคลื่อนงาน เพลาเพลินจึงถือกำเนิดขึ้นบนทุ่งนา 260 กว่าไร่ ซึ่งเดิมเป็นผืนดินว่างเปล่ามีต้นไม้อยู่เพียง 3 ต้นด้วยการทุ่มงบฯถึง 500 ล้านบาท และได้ "ครูกอล์ฟ-พิทักษ์ หังสาจะระ" นักออกแบบการจัดดอกไม้ชื่อดัง ไปออกแบบการจัดวางต้นไม้ ดอกไม้ให้ด้วย

นอกจากในส่วนศูนย์การเรียนรู้ "อุทยานไม้ดอกเพลาเพลิน" แล้ว เพลาเพลินยังมีบูทีกรีสอร์ตไว้รองรับนักท่องเที่ยวที่อยากพักค้างคืนด้วย ซึ่งในบริเวณรีสอร์ตมีฐานการเรียนรู้สำหรับเด็ก โดยจำลองสิ่งก่อสร้างสำคัญของโลก เช่น หอเอนปิซา โคลอสเซียม กำแพงเมืองจีน ขนาดย่อม ๆ มาให้เด็กได้สัมผัส ด้วยเหตุผลว่า 

"อยากให้เด็กมีแรงจูงใจในการเรียนภาษาอังกฤษและภาษาต่างประเทศ ถ้าเด็กมาเห็นสถานที่เหล่านี้แล้ว คิดอยากไปเห็นของจริงที่เมืองนอก เราจะบอกว่าถ้าอยากไปต้องขยันเรียนภาษา" 


กว่าจะเป็นอย่างที่เห็นในวันนี้ พรทิพย์และทีมที่ปรึกษาต้องผ่านการทำงานที่ยากลำบากมาหลายกระบวนการ ทั้งการก่อสร้างโรงเรือนอีแวป ซึ่งเป็นโรงเรือนที่ดูดความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศออกเพื่อปรับอุณหภูมิภายในโรงเรือนให้เย็นลงเหมาะสมสำหรับการปลูกไม้เมืองหนาวด้วยสเป็กโครงสร้างของโรงเรือนที่สร้างยากจึงไม่มีผู้รับเหมารายไหนรับงาน จนพรทิพย์ต้องพึ่งพาคอนเน็กชั่นพิเศษกับผู้รับเหมาที่รับงานสร้างโรงงานแป้งมันของครอบครัว ซึ่งเธอบอกว่า "ที่เขายอมทำให้เพราะเกรงใจ"

ส่วนที่ยากมากที่สุดเห็นจะเป็นการสรรหาต้นไม้มาไว้ในอุทยานการเรียนรู้ซึ่งต้นไม้แต่ละชนิดก็จะต้องดูแลแตกต่างกันไปโดยเฉพาะไม้ดอกเมืองหนาวอย่างทิวลิป ที่เป็นไฮไลต์ของเพลาเพลินที่จะต้องใส่ใจมากตั้งแต่กระบวนการเลือกซื้อหัวพันธุ์และวัสดุปลูกจากเนเธอร์แลนด์ต้องสั่งจองล่วงหน้าเป็นปีและทุกขั้นตอนตั้งแต่การขนส่ง มาสู่การปลูกจนออกดอก จะต้องประคบประหงมเป็นพิเศษ 

ในปีนี้ เพลาเพลินทุ่มเงินถึง 7 ล้านบาทสั่งซื้อหัวทิวลิป 1 แสนหัว พร้อมวัสดุปลูก เพื่อเนรมิตทุ่งทิวลิปแห่งแรกของอีสานไว้อวดโฉมต้อนรับนักท่องเที่ยวที่จะมาในช่วงคริสต์มาสนี้ นอกจากทิวลิปก็ยังมีสตรอว์เบอรี่ ลิลลี่ ไฮเดรนเยีย และไม้เมืองหนาวอีกหลายชนิดที่จะต้องดูแลพิเศษเมื่อปลูกในพื้นที่ที่อากาศร้อน 

"ถ้าเทียบการปลูกพืชเมืองหนาวที่นี่กับที่เชียงใหม่ ที่นี่ใช้งบประมาณสูงกว่ามาก แต่โจทย์ของเราคือ อยากทำอะไรที่ท้าทาย อยากเอาชนะธรรมชาติ ไม่อยากทำอะไรง่าย ๆ พื้น ๆ อยากทำให้คนอีสานเห็นว่า อีสานทำได้มากกว่าข้าว อ้อย มัน การจะเปลี่ยนวิถีชีวิตเขายากมาก อะไรที่ไม่ใช่วิถีชีวิต อะไรที่ไกลตัวเขา เขาไม่อยากรู้ฉะนั้น เราต้องทำให้เขาเห็น อยากให้เขาเห็น แล้วเกิดแรงจูงใจนำไปต่อยอด"


ผ่านมา 1 ปี พรทิพย์บอกว่า ตอนนี้ได้คืนมาบ้างแล้ว แต่ยังไม่คืนทุน เพราะตอนนี้ยังลงทุนเรื่อย ๆ ซื้อที่ดิน 260 กว่าไร่ และยังพัฒนาเฟสใหม่ด้านหลัง ทำห้องเย็น ทำโรงเรือน และเนรมิตพื้นที่ทำเวทีดนตรี

"ตอนแรกกะจะเอาแค่เด็กในจังหวัดใกล้เคียงในภาคอีสาน แต่กลายเป็นว่าได้มามากกว่านั้น แม้แต่โรงเรียนในกรุงเทพฯก็มา ตอนนี้มันเลี้ยงตัวเองได้แล้ว ถ้าไม่ลงทุนเพิ่ม คาดว่าอีก 5 ปีจะคืนทุน เห็นคนมาเที่ยว เห็นเด็กมีความสุขก็ดีใจ คุณแม่สามีมา ท่านเห็นคนมาเที่ยวมีความสุข มองคนแก่ยิ้มเหงือกดำที่ได้ชมความงามของดอกทิวลิปและฝูงแกะ ท่านก็ดีใจ ′บอกว่า เอา... เธอจะเอาเท่าไหร่ก็เอาไปเถอะ′ ตอนนี้ให้เงินมาทำตึกใหม่ด้วย เพราะท่านมาทีไร ก็เห็นลูกค้าโทร.มาจองห้องพัก แล้วห้องพักไม่พอ" พรทิพย์เล่า

จากจุดเริ่มต้นที่อยากทำศูนย์การเรียนรู้ให้เด็กอีสาน ตอนนี้พรทิพย์บอกว่า สิ่งที่เธอคาดหวังมีอยู่สองอย่าง คือ "หนึ่ง-อยากให้ที่นี่เป็นโมเดลหลักที่จะเปลี่ยนความคิดคนอีสานว่า อีสานไม่ใช่ทำได้แค่ อ้อย ข้าว มันสำปะหลัง ยางพารา อยากให้คนเห็นว่าอีสานสามารถปลูกอย่างอื่นได้ 

ปีที่แล้วทำโครงการพากระเจียวคืนถิ่น มีคนมาเที่ยวเยอะมาก แต่ไม่ค่อยมีคนที่สนใจอยากรู้จริง ๆ มีแค่กลุ่มจากอำเภอเทพสถิต และอบจ.ชัยภูมิ ที่สนใจมาดูการปลูกดอกกระเจียว เพราะมันเป็นเรื่องใกล้ตัวเขา สามารถส่งเสริมให้กลุ่มเกษตรกรของเขาทำต่อยอดได้ คนที่สนใจก็ถามว่าจะเอาไปขายที่ไหน ซึ่งตรงนี้ภาครัฐควรลงมาสนับสนุน ถ้าชาวบ้านสนใจทำ ภาครัฐต้องช่วยหาตลาด อีสานขาดทั้งความพร้อมด้านทรัพยากร และขาดทั้งการส่งเสริมของภาครัฐ

สอง-อยากทำให้ที่นี่เป็นแลนด์มาร์กแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ของอีสานเพราะอีสานขาดแคลนแหล่งท่องเที่ยวและแหล่งเรียนรู้ด้านพันธุ์พืชอยากรวมพืชต่าง ๆ ที่คนอีสานไม่มีโอกาสได้เห็นมาไว้ที่นี่ ตอนนี้กำลังศึกษาวิจัยเรื่องการปลูกซากุระ ถ้าเป็นไปได้ก็อาจจะเห็นซากุระที่นี่"

การทุ่มกำลังทรัพย์และกำลังกายสร้าง "เพลาเพลิน" ทำให้พรทิพย์ต้องเจอคำถาม คนไม่รู้จักถามว่า เธอเป็นใคร รวยมาจากไหน มาทำอะไรแบบนี้ คนที่รู้จักถามว่า ทำไมอยากทำ ทั้งที่มีอย่างอื่นให้ทำเยอะแยะ 

"อยากทำตอนนี้ เพราะถือว่าตัวเองมีพอสมควร ครอบครัวพอมีอันจะกิน ไม่เดือดร้อน อยากทำเกี่ยวกับเด็ก เพราะมันซัพพอร์ตธุรกิจการศึกษาของตัวเองด้วย อยากทำให้บ้านเกิด คนงานที่ทำอยู่กับเราตอนนี้คือลูกหลานของคนงานที่เคยทำงานกับพ่อแม่เรา อยากให้คืนสังคม ให้คืนบ้างเถอะ ตายไปก็เอาไปไม่ได้สักบาท" คือคำตอบของมาดามลูกอีสาน

 

 

ข้อมูล/ภาพ :  ประชาชาติไลฟ์ โดย รุ่งนภา พิมมะศรี 
                  09 พ.ย. 2557 เวลา 21:03:59 น.

 

การค้นหาอัจฉริยะ (Smarts Search Contents)

ข่าวล่าสุด (ทุกหมวดข่าว)

ข่าวยอดนิยม (ทุกหมวดข่าว)

FANPAGE : ICT BURIRAM 4 CLUB

Go to top